คาร์โบไฮเดรตกับผู้สูงอายุ กินอย่างไรให้ได้พลัง ไม่อ้วน ไม่เสี่ยงโรค

เมื่ออายุมากขึ้น ระบบเผาผลาญของร่างกายจะทำงานช้าลง มวลกล้ามเนื้อลดลง และความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ จะเพิ่มมากขึ้น ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่า ยังควรกินคาร์โบไฮเดรตอยู่หรือไม่? คำตอบคือ ยังจำเป็นต้องกิน แต่ต้อง “เลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสม” เพราะคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานหลักที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ ✅ คาร์โบไฮเดรตคืออะไร และสำคัญอย่างไรกับผู้สูงอายุ คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) คือสารอาหารหลักที่ร่างกายใช้เป็นพลังงาน โดยจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสเพื่อส่งไปเลี้ยงสมอง กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุ คาร์โบไฮเดรตมีบทบาทสำคัญคือ ⚠️ ปัญหาของคาร์โบไฮเดรตที่ผู้สูงอายุควรระวัง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “คาร์โบไฮเดรต” แต่คือ ชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่รับประทาน หากกินคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีหรือมีน้ำตาลสูง จะส่งผลให้ ตัวอย่างอาหารที่ควรจำกัด 🌾 คาร์โบไฮเดรตแบบไหนดีสำหรับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุควรเลือก คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrates) ซึ่งย่อยช้ากว่า ทำให้อิ่มนานและควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่า ตัวอย่างที่เหมาะสม 🍚 ธัญพืชไม่ขัดสี 🥔 พืชหัว 🫘 ถั่วและเมล็ดพืช อาหารกลุ่มนี้มีใยอาหารสูง ช่วยเรื่องการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล … Read more

ไขมันสำหรับผู้สูงอายุ กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ห่างไกลโรค

เมื่อพูดถึงคำว่า “ไขมัน” หลายคนมักนึกถึงสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะกลัวอ้วน กลัวไขมันอุดตันเส้นเลือด หรือกลัวโรคหัวใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หากเลือกกินให้ถูกชนิดและในปริมาณที่เหมาะสม ไขมันจะช่วยเสริมสุขภาพทั้งสมอง หัวใจ และระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมาก บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ผู้สูงอายุควรกินไขมันแบบไหน กินเท่าไร และควรหลีกเลี่ยงไขมันประเภทใด เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงในระยะยาว ✅ ทำไมผู้สูงอายุยังจำเป็นต้องได้รับไขมัน เมื่ออายุมากขึ้น ระบบต่าง ๆ ในร่างกายจะทำงานช้าลง การดูดซึมสารอาหารบางชนิดลดลง และมวลกล้ามเนื้อลดลงตามธรรมชาติ ไขมันจึงมีบทบาทสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ดังนั้น การงดไขมันทั้งหมดจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ 🥗 ไขมันแบบไหนที่ผู้สูงอายุควรกิน 1. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) เป็นไขมันที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและควบคุมระดับคอเลสเตอรอล แหล่งอาหารที่พบได้บ่อย เหมาะสำหรับใช้ประกอบอาหารหรือใส่ในสลัด 2. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fat) รวมถึงโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ซึ่งร่างกายสร้างเองไม่ได้ โอเมก้า-3 มีประโยชน์มากสำหรับผู้สูงอายุ แหล่งอาหาร แนะนำให้กินปลาทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง 3. ไขมันจากธรรมชาติในอาหาร … Read more

โครงการส่งเสริมการออกกำลังกายและสร้างต้นแบบสุขภาพ ประจำปีงบประมาณ 69

แข่งขันภายในกองเวชกรรมป้องกัน กรมแพทย์ทหารเรือ 📅 ระยะเวลาการแข่งขัน:  25 กุมภาพันธ์ 2569 – 19 สิงหาคม 2569 📍เกณฑ์เข้าร่วมการแข่งขัน 🎯กติกาการแข่งขัน วัตถุประสงค์กิจกรรม ประกอบไปด้วย 🏆 มอบรางวัลบุคคลต้นแบบ 6 รางวัล ชาย 3 หญิง 3 การใช้งานแอปพลิเคชันไทยสุข

โอเมก้า-3 สำหรับผู้สูงอายุ: สารอาหารสำคัญที่ช่วยดูแลสมอง หัวใจ และข้อกระดูก

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของผู้สูงอายุมักเผชิญกับการเสื่อมถอยของระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความจำ การทำงานของหัวใจ ข้อเข่า หรือระบบไหลเวียนโลหิต หนึ่งในสารอาหารที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุคือ “โอเมก้า-3 (Omega-3 Fatty Acids)” ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมเท่านั้น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าโอเมก้า-3 คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรต่อผู้สูงอายุ และควรบริโภคอย่างไรให้เหมาะสม 🔍 โอเมก้า-3 คืออะไร? โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acids) แบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่ สำหรับผู้สูงอายุ EPA และ DHA จากปลา ถือว่าให้ประโยชน์โดยตรงและดูดซึมได้ดีกว่า ❤️ ประโยชน์ของโอเมก้า-3 ต่อผู้สูงอายุ 1. บำรุงสมองและความจำ ลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม DHA เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์สมอง การได้รับโอเมก้า-3 อย่างสม่ำเสมอช่วยสนับสนุนการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท และมีงานวิจัยพบว่าช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ 2. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โอเมก้า-3 ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ลดการอักเสบของหลอดเลือด และช่วยควบคุมความดันโลหิต ส่งผลให้ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง 3. … Read more

แคลเซียมสำหรับผู้สูงอายุ กุญแจสำคัญของกระดูกแข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดี

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุคือ “กระดูกบาง” และ “กระดูกพรุน” ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหักได้ง่าย การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพในวัยสูงอายุ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าแคลเซียมสำคัญอย่างไร ผู้สูงอายุควรได้รับเท่าไร ควรกินจากแหล่งไหน และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง แคลเซียมคืออะไร และสำคัญกับร่างกายอย่างไร แคลเซียม (Calcium) เป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย ประมาณ 99% อยู่ในกระดูกและฟัน ส่วนที่เหลืออยู่ในเลือดและกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่สำคัญ เช่น หากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้กระดูกค่อย ๆ บางลงโดยที่ไม่รู้ตัว ทำไมผู้สูงอายุจึงเสี่ยงต่อการขาดแคลเซียม เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ จะเกิดปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ระดับแคลเซียมลดลง ได้แก่ ผู้สูงอายุควรได้รับแคลเซียมวันละเท่าไร ตามคำแนะนำด้านโภชนาการ หากได้รับต่ำกว่านี้เป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและกระดูกหัก แหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง การได้รับแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตัวอย่างอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ 🥛 กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์จากนม 🐟 ปลาและอาหารทะเล 🥬ผักใบเขียว 🌰 ถั่วและธัญพืช การรับประทานอาหารให้หลากหลายจะช่วยให้ได้ทั้งแคลเซียมและสารอาหารอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมสุขภาพกระดูก วิตามินดี: ตัวช่วยสำคัญของแคลเซียม แม้จะรับประทานแคลเซียมเพียงพอ แต่หากขาดวิตามินดี ร่างกายก็จะดูดซึมแคลเซียมได้ไม่ดี … Read more

โปรตีนสำหรับผู้สูงอายุ กุญแจสำคัญของการมีสุขภาพดี แข็งแรง และไม่หกล้มง่าย

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราจะเริ่มสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออย่างช้า ๆ กระบวนการนี้เรียกว่า Sarcopenia (ภาวะกล้ามเนื้อลดลงตามวัย) ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุอ่อนแรง เดินไม่มั่นคง ลุกนั่งลำบาก และเสี่ยงต่อการหกล้มมากขึ้น หนึ่งในสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการชะลอภาวะนี้ก็คือ “โปรตีน” บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ทำไมโปรตีนจึงสำคัญมากสำหรับผู้สูงอายุ โปรตีนเป็นส่วนประกอบหลักของกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง เอนไซม์ และระบบภูมิคุ้มกัน เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกาย หากได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ ดังนั้น โปรตีนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนออกกำลังกาย แต่เป็น สารอาหารพื้นฐานเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุควรกินโปรตีนวันละเท่าไร? คำแนะนำทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่คือประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน แต่สำหรับผู้สูงอายุ งานวิจัยหลายชิ้นแนะนำให้เพิ่มเป็น ✅ 1.0 – 1.2 กรัม / กก. / วัน ✅ และอาจถึง 1.2 – 1.5 กรัม / กก. / วัน สำหรับผู้ที่อ่อนแรงหรือมีโรคเรื้อรัง … Read more

ไม่ใช่แค่ความรู้สึก! สองช่วงอายุนี้ ร่างกายแก่ลงเร็วผิดปกติ

การแก่ชราของมนุษย์ไม่ได้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามที่เราเคยเข้าใจ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงวัยที่เฉพาะเจาะจง งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Aging ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับการแก่ชราของมนุษย์[1][2] การค้นพบที่เปลี่ยนทุกอย่าง ผลการศึกษาพบว่า โมเลกุลถึงร้อยละ 81 ของจำนวนทั้งหมดที่ศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงแบบไม่เป็นเส้นตรง โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้นในช่วงอายุประมาณ 44 ปี และ 60 ปี[7][8] การเปลี่ยนแปลงที่อายุ 44 ปี ศาสตราจารย์ไมเคิล สไนเดอร์ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและผู้นำการวิจัย กล่าวว่า “เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามเวลา แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมาก”[3][5] ในช่วงวัยกลางคนประมาณ 44 ปี ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใน: สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ทำให้นักวิจัยเชื่อว่าไม่ได้เกิดจากการหมดประจำเดือนเพียงอย่างเดียว[5][10] การเปลี่ยนแปลงที่อายุ 60 ปี การเปลี่ยนแปลงครั้งที่สองที่อายุประมาณ 60 ปี มีลักษณะที่แตกต่างออกไป โดยเกี่ยวข้องกับ: นักวิจัยพบว่าหลังอายุ 60 ปี ความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และผู้คนมักประสบปัญหาการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ (sarcopenia)[4][8] ผลกระทบต่อสุขภาพและการดูแลตนเอง ดร.เซียวเถา เซิน ผู้วิจัยหลักจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง กล่าวว่า “เราไม่ได้แก่ชราไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป” … Read more

HIIT vs LISS: แบบไหนเหมาะกับการลดไขมันสำหรับมือใหม่และคนทำงาน?

การ “ลดไขมัน” ไม่ได้ขึ้นกับชนิดคาร์ดิโออย่างเดียว แต่ขึ้นกับ ความสม่ำเสมอ + ปริมาณการออกกำลังกายต่อสัปดาห์ + โภชนาการ เป็นหลัก (ต้องเกิดพลังงานติดลบ/ขาดดุลแคลอรี) และทั้ง HIIT กับ LISS สามารถช่วยได้เหมือนกัน เพียงแต่ “เหมาะกับคนละสถานการณ์” HIIT และ LISS คืออะไร? (นิยามแบบเข้าใจง่าย) HIIT (High-Intensity Interval Training) LISS (Low-Intensity Steady State) หมายเหตุ: ในงานวิจัยมักใช้คำว่า MICT (Moderate-Intensity Continuous Training) ซึ่งใกล้เคียงกับ LISS/คาร์ดิโอแบบต่อเนื่องระดับปานกลาง งานวิจัยบอกอะไรเรื่อง “ลดไขมัน” ระหว่าง HIIT กับ LISS? ภาพรวมหลักฐานชี้ว่า HIIT ให้ผลลดไขมัน/รอบเอวได้ “ใกล้เคียง” หรือ “อาจดีกว่าเล็กน้อย” เมื่อเทียบกับคาร์ดิโอต่อเนื่องระดับปานกลาง และมัก ประหยัดเวลา พร้อมเพิ่มสมรรถภาพหัวใจปอด … Read more

นอนน้อยทำให้อ้วนจริงไหม? ความสัมพันธ์ระหว่างการนอน ฮอร์โมนหิว และการลดน้ำหนัก

คำตอบคือ “มีแนวโน้มจริง” โดยเฉพาะถ้า “นอนน้อยเรื้อรัง” (เช่น < 6–7 ชม./คืนเป็นประจำ) เพราะการอดนอนทำให้ร่างกาย อยากกินมากขึ้น คุมอาหารยากขึ้น และสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องได้ง่ายขึ้น จากทั้งการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนความหิว/อิ่ม ระบบเผาผลาญ และพฤติกรรมการกิน/การใช้พลังงานในชีวิตจริง 1) “นอนน้อย” แปลว่าเท่าไรถึงเสี่ยง? สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป แนวทางจากสมาคมเวชศาสตร์การนอนหลับสหรัฐฯ และ Sleep Research Society แนะนำว่า ควรนอนประมาณ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อสนับสนุนสุขภาพโดยรวม (6 ชม.หรือน้อยกว่านั้นมักไม่เหมาะ) จุดสำคัญ: ไม่ใช่แค่ “ชั่วโมงนอน” แต่รวมถึง คุณภาพการนอน และ เวลานอนที่สม่ำเสมอ ด้วย 2) ทำไมอดนอนแล้ว “หิวขึ้น” และ “อ้วนง่ายขึ้น” 2.1 ฮอร์โมนหิว-อิ่ม: Ghrelin vs Leptin งานวิจัยเชิงสังเกตที่เป็นที่อ้างอิงมากพบว่า คนที่นอนสั้นกว่ามีแนวโน้ม leptin ต่ำลง และ ghrelin … Read more

กินโปรตีนจากพืชอย่างไรให้ได้ประโยชน์

Plant-based protein กำลังเป็นเทรนด์สุขภาพมาแรงทั่วโลก เพราะเป็นโปรตีนที่ดีต่อทั้งร่างกายและสิ่งแวดล้อม แต่หลายคนยังสงสัยว่า “ต้องกินยังไงถึงจะได้ประโยชน์จริง?” บทความนี้จะพาไปรู้จักแหล่งโปรตีนจากพืช และเทคนิคเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้ครบถ้วน 🌱 โปรตีนจากพืชคืออะไร? โปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) คือโปรตีนที่ได้จากเมล็ดธัญพืช ถั่ว เมล็ดพืช ผักบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง / เต้าหู้ / เทมเป้ ถั่วเลนทิล / ถั่วลูกไก่ ควินัว งา / เมล็ดเจีย / อัลมอนด์ ข้าวกล้อง / ข้าวโอ๊ต ข้อดีของโปรตีนจากพืชคือมี ไฟเบอร์สูง ไขมันอิ่มตัวต่ำ และมีสารที่ช่วยลดอักเสบในร่างกาย เช่น polyphenols ซึ่งปลอดภัยต่อหัวใจและสุขภาพระยะยาว 🍽️ ทำไมโปรตีนจากพืชถึงดีต่อสุขภาพ? ✔ ดีต่อหัวใจ อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวน้อย (อย่างโปรตีนจากพืช) ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันสูง และไขมันในเลือด ✔ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ไฟเบอร์สูง ทำให้อิ่มนาน … Read more