แคลเซียมสำหรับผู้สูงอายุ กุญแจสำคัญของกระดูกแข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดี

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุคือ “กระดูกบาง” และ “กระดูกพรุน” ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหักได้ง่าย การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพในวัยสูงอายุ

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าแคลเซียมสำคัญอย่างไร ผู้สูงอายุควรได้รับเท่าไร ควรกินจากแหล่งไหน และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง


แคลเซียมคืออะไร และสำคัญกับร่างกายอย่างไร

แคลเซียม (Calcium) เป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย ประมาณ 99% อยู่ในกระดูกและฟัน ส่วนที่เหลืออยู่ในเลือดและกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่สำคัญ เช่น

  • เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
  • ช่วยในการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  • ควบคุมการเต้นของหัวใจ
  • ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

หากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้กระดูกค่อย ๆ บางลงโดยที่ไม่รู้ตัว


ทำไมผู้สูงอายุจึงเสี่ยงต่อการขาดแคลเซียม

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ จะเกิดปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ระดับแคลเซียมลดลง ได้แก่

  1. การดูดซึมแคลเซียมลดลง
    ระบบย่อยอาหารดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น
  2. ฮอร์โมนที่ช่วยรักษามวลกระดูกลดลง
    โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนลดลง ส่งผลให้กระดูกสลายตัวเร็วขึ้น
  3. การออกแดดน้อยลง
    ทำให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้น้อย ซึ่งวิตามินดีจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียม
  4. รับประทานอาหารได้น้อยหรือไม่หลากหลาย
    ผู้สูงอายุบางรายมีปัญหาการเคี้ยว กลืน หรือเบื่ออาหาร

ผู้สูงอายุควรได้รับแคลเซียมวันละเท่าไร

ตามคำแนะนำด้านโภชนาการ

  • ผู้ใหญ่ทั่วไป: ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน
  • ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป): ประมาณ 1,200 มิลลิกรัม/วัน

หากได้รับต่ำกว่านี้เป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและกระดูกหัก


แหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง

การได้รับแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตัวอย่างอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่

🥛 กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์จากนม

  • นมสด
  • โยเกิร์ต
  • ชีส

🐟 ปลาและอาหารทะเล

  • ปลาซาร์ดีน (กินทั้งก้าง)
  • ปลาเล็กปลาน้อย
  • กุ้งแห้ง

🥬ผักใบเขียว

  • คะน้า
  • บรอกโคลี
  • ใบยอ

🌰 ถั่วและธัญพืช

  • งาดำ
  • ถั่วเหลือง
  • เต้าหู้แข็ง

การรับประทานอาหารให้หลากหลายจะช่วยให้ได้ทั้งแคลเซียมและสารอาหารอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมสุขภาพกระดูก


วิตามินดี: ตัวช่วยสำคัญของแคลเซียม

แม้จะรับประทานแคลเซียมเพียงพอ แต่หากขาดวิตามินดี ร่างกายก็จะดูดซึมแคลเซียมได้ไม่ดี

แหล่งวิตามินดี

  • แสงแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า วันละ 10–15 นาที
  • ปลาแซลมอน ปลาทู
  • ไข่แดง
  • นมเสริมวิตามินดี

การออกแดดเบา ๆ และขยับร่างกายเป็นประจำ ยังช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มได้อีกด้วย


จำเป็นต้องเสริมแคลเซียมแบบเม็ดหรือไม่

ในบางกรณี เช่น

  • รับประทานอาหารได้น้อย
  • เป็นโรคที่กระทบการดูดซึมสารอาหาร
  • แพทย์วินิจฉัยว่ามีภาวะกระดูกพรุน

แพทย์อาจแนะนำให้เสริมแคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริม


นอกจากแคลเซียม ควรดูแลกระดูกอย่างไรอีก

สุขภาพกระดูกที่ดีไม่ได้ขึ้นกับแคลเซียมอย่างเดียว แต่ควรดูแลร่วมกับพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น

  • ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว ยกน้ำหนักเบา ๆ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ตรวจสุขภาพและความหนาแน่นของกระดูกตามคำแนะนำแพทย์
  • ป้องกันการหกล้ม เช่น จัดบ้านให้ปลอดภัย แสงสว่างเพียงพอ

แคลเซียมคือการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาวของผู้สูงอายุ

การดูแลสุขภาพกระดูกตั้งแต่วันนี้ คือการลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยในอนาคต ผู้สูงอายุควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอจากอาหารที่หลากหลาย ควบคู่กับการได้รับวิตามินดีและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หากมีข้อสงสัยหรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการเสริมอาหารทุกครั้ง

สุขภาพกระดูกที่แข็งแรง ไม่เพียงช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แต่ยังช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้ชีวิตอย่างมั่นใจในทุกวัน


อ้างอิง

Leave a Comment